ส่องข้อคิดเห็น‘พระราชกฤษฏีกา’ แก้ รัฐธรรมนูญ’60ยึดคำตัดสินศาล


ส่องข้อคิดเห็น‘พระราชกฤษฏีกา’ แก้ รัฐธรรมนูญ’60ยึดคำตัดสินศาล
หมายเหตุ – ข้อคิดเห็นนักวิชาการกรณีคณะกรรมการพระราชกฤษฏีกาทำหนังสือแจกแจง คณะรัฐมนตรีกลับมาเกี่ยวกับข้อคิดเห็นของ กมธนาคารวิสามัญพินิจพิเคราะห์เรียนรู้ปัญหา หลักเกณฑ์และก็กระบวนการปรับปรุงเพิ่มรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าการชูร่างปรับแต่งรัฐธรรมนูญทั้งยังฉบับจะทำเป็นหรือเปล่า บอกว่าทำเป็น เพียงแค่ให้คิดถึงคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญทั้งคู่ฉบับที่วางทางแก้ไขเพิ่มเติมอีกรัฐธรรมนูญไว้เป็นบรรทัดฐาน

ยุทธพร อิสรชัย
นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
การปรับแต่งรัฐธรรมนูญ 2560 บางทีก็อาจจะแตกต่างจากการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เพราะเหตุว่าฉบับปี 2560 ได้ระบุแนวทางการเฉพาะเอาไว้ภายในมาตรา 265 มีทั้งยังแนวทางการ ขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการทำมติมหาชน แม้กระนั้นหัวข้อนี้เมื่อกลับไปดูฉบับปี 2550 มิได้กำหนดไว้ ฉะนั้น เมื่อมีการปรับแต่งฉบับปี 2550 ในปี 2556 ศาลรัฐธรรมนูญก็เลยมีคำพิพากษาว่าการปรับแต่งฉบับปี 2550 ต้องเป็นไปตามมติมหาชนก่อน
โดยใช้หลักของการใช้อำนาจแต่งตั้งรัฐธรรมนูญด้วยเหตุว่าฉบับปี 2550 ก่อนประกาศใช้มีการทำมติมหาชนมาก่อน แม้กระนั้นในฉบับปี 2550 มิได้ระบุกระบวนการเฉพาะเป็นกรณีพิเศษ ราวกับมาตรา 256 ในฉบับปี 2560 ระบุว่าจำเป็นต้องทำมติมหาชนในเรื่องใดบ้าง ยกตัวอย่างเช่น แนวทางการปรับปรุงแก้ไข การปรับแต่งในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับศาลและก็องค์กรอิสระ จึงควรทำมติมหาชน โดยหลักการแล้วไม่จำเป็นที่ต้องไปทำมติมหาชนทุกเรื่อง เนื่องจากมีการระบุกรรมวิธีการไว้เป็นการเฉพาะ
แต่ว่าเมื่อคณะกรรมการพระราชกฤษฏีกาวิเคราะห์ก็อาจจะก่อให้มีหลักสำคัญสำหรับการพิเคราะห์ร่างปรับปรุงในวาระ 2 และก็วาระที่ 3 ข้างหลังกรรมการมีความเห็น เมื่อที่ประชุมควรจะมีความเห็นชอบในวาระใดก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการหยิบยกนำหัวข้อนี้ขึ้นมาปรึกษา แต่ว่าคำพิพากษาของกรรมการกฤษศาลฎีกาไม่เป็นผลบังคับในทางข้อบังคับ เนื่องจากคณะกรรมการปฏิบัติภารกิจเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาข้อบังคับ เพราะฉะนั้น ข้างนิติบัญญัติจะใคร่ครวญเช่นไรในกรณีนี้ เพราะเหตุว่าอำนาจสำหรับการปรับปรุงรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของข้างนิติบัญญัติที่จะโหวต เนื่องจากเป็นผู้แทนของสามัญชนที่ผ่านการเลือกตั้ง การวิเคราะห์ของพระราชกฤษฏีกาก็ไม่น่าจะมีผลบังคับต่ออำนาจการตัดสินใจของข้างนิติบัญญัติในวาระ 2 รวมทั้ง 3
มีการตั้งข้อคิดเห็นว่าคำตัดสินเกิดขึ้นข้างหลังกรรมการตรึกตรองให้มีการลงคะแนน 200 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรราชการก็เกิดเรื่องที่น่าดึงดูดด้วยเหตุว่าที่ผ่านมามีข้อโต้เถียงว่ามาตรา 256 อนุญาตให้ปรับแก้รัฐธรรมนูญอีกทั้งฉบับได้หรือเปล่า ทำให้มีการวิเคราะห์ว่าแนวทางการของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรราชการเป็นการปรับปรุงอีกทั้งฉบับ อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีความคิดเห็นจากบางข้างว่ามิได้ เพราะมาตรา 256 อนุญาตให้ปรับแก้รายมาตรา ก็นับว่าเป็นข้อโต้แย้ง ตอนที่ข้างนิติบัญญัติก็จะต้องใคร่ครวญหัวข้อนี้ให้มีความแน่ชัด
ในการลงความเห็นของสมาชิกรัฐสภาในวาระที่ 2 รวมทั้ง 3 สิ่งที่จำต้องทำเป็นการพินิจพิเคราะห์ในเนื้อหารายละเอียดตามญัตติให้กระจ่างแจ้งตามมายี่ห้อ 256 ว่าเป็นการปรับปรุงแก้ไขรายมาตราเพียงแค่นั้นเพื่อไม่ให้มีช่องว่าง ไม่งั้นจะถูกนำไปตีความหมายว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับแก้รัฐธรรมนูญทั้งยังฉบับ ทำให้มีหลักสำคัญตามกฎหมายตามมา มั่นใจว่าการส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วิเคราะห์ข้างหลังหมดการพินิจพิเคราะห์ในวาระ 3 ยังมีความน่าจะเป็น เพราะเหตุว่าในมาตรา 256 ระบุทางไว้ชัดแจ้ง
การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่จำเป็นที่ต้องไปยึดคำพิพากษาเดิมในปี 2556 ของฉบับปี 2550 เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วิเคราะห์ไว้เฉพาะกรณี แล้วก็ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้สิ้นภาวะบังคับไปแล้ว นี้นับว่าเป็นวิธีการสำคัญ และก็อีกประการหัวข้อการปรับแต่งฉบับปี 2560 มีการระบุวิธีแก้ไขไว้เป็นการเฉพาะต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550
วันนี้เวทีของการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช่วยคลี่คลายปัญหาการขัดกัน ก็อยู่ที่การตัดสินใจของผู้กุมอำนาจทุกฝ่ายจะต้องทำให้การปรับปรุงแก้ไขเป็นหลักที่ชุมชนเพื่อมีกติกาด้วยกันในข้อตกลงที่สำคัญทางด้านการเมือง แล้วก็ถ้าหากยังมีการใช้เกมเพื่อดึงเวลา ช่องทางสำหรับเพื่อการแก้ปัญหาในสังคมการบ้านการเมืองให้หลุดพ้นจากความไม่ถูกกันจะเกิดเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก ระหว่างที่วันนี้ยังอยู่ในภาวการณ์การบ้านการเมืองนอกที่ประชุมเจริญ แต่ว่าการบ้านการเมืองในที่ประชุมยังล้าหลัง ในขณะที่ควรจะยึดมั่นคุณประโยช์จากพสกนิกรเป็นที่ตั้ง
เวลาที่กลไกการบ้านการเมืองในที่ประชุมยังไม่อาจจะตอบปัญหาให้กับการเคลื่อนที่นอกที่ประชุมได้จริง รวมทั้งมีการคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่าการปรับแก้รัฐธรรมนูญคราวนี้มิได้ส่งผลบวกหรือผลจากการลบอะไรก็แล้วแต่ด้านการเมือง หรือบางทีอาจถูกละเลย เพราะเหตุว่าได้พ้นตอนที่จึงควรปรับแก้ไปแล้วในช่วงปลายปี 2563

สมชัย ศรีสุทธิยากร
ผู้อำนวยการหน่วยงานวิจัยการบ้านการเมืองรวมทั้งการเลือกตั้ง มหาวิทยาลัยรังสิต
ใจความสำคัญที่กรรมการกฤษศาลฎีกาตอบกลับมาสามารถพินิจพิจารณาได้ในกรุ๊ปมองเห็นหากว่า คำตัดสินเกิดขึ้นกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ต่างกับฉบับตอนนี้ ประการถัดมาจากหนทางสำหรับเพื่อการปรับปรุงฉบับปี 2560 คราวหลังพรรครัฐบาลแล้วก็พรรคฝ่ายค้านเห็นเหมือนกันว่าการปรับแก้ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วจะไม่สัมผัสหมวด 1 รวมทั้งหมวด 2 ด้วยเหตุดังกล่าว ถ้าจะเห็นว่าเป็นการปรับปรุงแก้ไขอีกทั้งฉบับไหม ก็จำเป็นต้องตอบว่าไม่ใช่
ก็แค่มีการปรับปรุงเปลี่ยนในส่วนที่เกี่ยวเนื่องการได้มาซึ่งผู้แทนในสภานิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี องค์กรอิสระเป็นหลัก จำต้องมีการดีไซน์ใหม่เพราะเหตุว่าสิ่งเดิมที่ผ่านมีปัญหา ได้แก่ การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากบัตรใบเดียวกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดข้อแย้งจากปริมาณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปัดเศษ การได้มาของ สมาชิกวุฒิสภาในบทเฉพาะกาล แล้วก็การได้มาขององค์กรอิสระก็บางทีก็อาจจะไม่อาจจะปฏิบัติงานได้อย่างเข้มแข็ง มีคุณภาพอย่างแท้จริง รับรองว่ารัฐธรรมนูญ 2560 จะมีการปรับแก้นิดหน่อยในสิ่งที่จำเป็น มิได้ปรับปรุงทั้งหมดทั้งปวง
จำเป็นต้องทำความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญจำเป็นต้องปรับปรุงได้ แม้กระนั้นถ้าเกิดมีความเห็นว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขอีกทั้งฉบับแล้วยึดมั่นคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ก็จะก่อให้มีวิธีการที่มากขึ้นจากกระบวนการทำมติมหาชนก่อนปรับแต่ง อาจจะส่งผลให้การปรับแก้ชักช้า สิ้นเปลืองงบประมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆกว่าเดิม สำหรับในการวางแบบการปรับปรุงที่อยู่ในที่ประชุม ภายหลังจากปรับแก้แล้วควรต้องนำมาซึ่งการใคร่ครวญของสภานิติบัญญัติ รวมทั้งควรมีวิธีการทำมติมหาชนอย่างไม่ต้องสงสัยตามมายี่ห้อ 256
ส่วนตัวก็เลยมองไม่เห็นสิ่งที่จำเป็นควรต้องทำมติมหาชนก่อนจะมีการปรับแต่ง ถ้ารัฐบาลอยากปรับแก้ฉบับปี 2560 รวมทั้งปรารถนายึดข้อคิดเห็นของพระราชกฤษฏีกา ก็จึงควรเพิ่มวิธีทำมติมหาชนก่อนที่จะมีการปรับแก้ ซึ่งถ้าหากจะทำจริง อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีปัญหาสามัญชนว่า อยากร่างใหม่อีกทั้งฉบับหรือเปล่า หรือเห็นสมควรให้มีวิธีการปรับปรุงตามมายี่ห้อ 256 หรือเปล่า
ถ้าเกิดถามคำถามว่าวันนี้ต้องการมองเห็นการลงคำรับรองที่แจ่มชัดสำหรับในการเดินหน้าปรับปรุงรัฐธรรมนูญหรือเปล่า เพื่อมีบรรทัดฐานว่าจะมีการปรับแต่งเกิดขึ้นจริง สารภาพว่าต้องการมองเห็น แต่ว่าอาจจะมิได้มองเห็น เนื่องจากว่ายังไม่เคยเห็นท่าหนแท้จริงจิตใจจากบุคคลที่มีอำนาจในบ้านเมือง ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะก่อเรื่องได้อีกในอนาคต
แต่ว่าในเวลานี้มั่นใจว่าการปรับปรุงอาจทำไป เพื่อมีท่าทาง เพื่อบรรเทาบรรยากาศด้านการเมืองให้สามัญชนมากยิ่งกว่า หรือพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าเกิดมีความเห็นว่าการปรับแต่งรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นข้อแม้สำหรับการร่วมรัฐบาล ก็ยังมองไม่เห็นการกดดันอย่างเป็นจริงเป็นจังสำหรับเพื่อการทำงานด้วยกัน ที่กระจ่างแจ้งเป็นกรุ๊ป สมาชิกวุฒิสภา ถ้าหากผู้นำรัฐบาลยังมีท่าที่กำกวม สมาชิกวุฒิสภาก็ควรจะมีเหตุผล ข้อแย้งในมุมที่แตกต่างกันออกไป แม้กระนั้นเมื่อถึงจังหวะเวลาก็บางครั้งอาจจะโหวตไปในแนวทางเดียวกับรัฐบาล

ยอดพล เทวดาสิทธา
คุณครูคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
จะต้องบอกก่อนว่า รัฐบาลไม่มีหน้าที่หรือเปล่ามีสิทธิที่จะส่งไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทำความมองเห็น เพราะว่าคือเรื่องของรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าความเป็นจริงจะสามารถไต่ถามได้ แม้กระนั้นไม่สมควรจะเป็นหัวข้อ
หลักสำคัญแรก 1.การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จำต้องทำมติมหาชนก่อนถ้าเกิดจะปรับปรุงแก้ไขอีกทั้งฉบับนั้น ผมไม่รู้เรื่องความหมายของคำว่า “ปรับแก้อีกทั้งฉบับ” หากจะร่างใหม่ทั้งหมดทั้งปวงก็คือ “การชูร่างใหม่” ทั้งยังเล่ม ถ้าหากเป็นแบบนี้ ผมมีความเห็นว่าจำเป็นต้องทำมติมหาชนหรืออีกแนวทางเป็นใช้กลไกของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรราชการที่มาจากการเลือกตั้ง และก็ไปโหวตอีกทีในที่ประชุมในเวลาที่ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ นี่เป็นวิถีทางของรัฐธรรมนูญปี 2540ที่พสกนิกรมิได้ทำมติมหาชน แม้กระนั้นไปใช้สิทธิเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรราชการแทน แล้วให้ที่ประชุมเป็นคนโหวต กับอีกทางเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรราชการมิได้มาจากการเลือกตั้ง แม้กระนั้นมาจากการตั้ง โดยเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็ให้พสกนิกรมาลงมติมหาชน ว่าจะรับไหมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มี 2 แนวทางการในส่วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรราชการ
แม้อ่านไม่ผิด คณะกรรมาธิการปรับแต่งรัฐธรรมนูญก็บอกแล้วว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรราชการจะมาจากการเลือกตั้ง แต่ว่ายังไม่มีใจความสำคัญว่า เมื่อปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จ ตัวรัฐธรรมนูญฉบับที่ชูร่างใหม่ จะมีกลไกยังไงสำหรับเพื่อการบังคับใช้
เนื่องจากว่า 1.ถึงแม้มติมหาชนควรต้องทำแน่นอนแม้กระนั้นก็สามารถอ้างได้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรราชการเองมาจากการเลือกตั้งก็คงจะจบแล้ว แม้กระนั้นเรื่องจริงไม่จบ เพราะว่าการเลือกตั้ง กับวิธีการทำมติมหาชนเป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้น ถึงที่สุดแล้ว ส่วนตัวคิดว่าหากจะชูร่างใหม่ทั้งยังฉบับก็ควรจะต้องทำมติมหาชน
จะต้องรู้เรื่องว่า สำหรับการเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรราชการซึ่งเวลานี้พวกเรายังไม่รู้เรื่องกลไกว่าจะเลือกยังไง รูปร่างเท่าใด ด้วยเหตุดังกล่าว ราษฎรก็ต้องมีส่วนร่วมสำหรับในการตกลงใจว่ารัฐธรรมนูญที่ชูร่างใหม่จะเป็นเยี่ยงไรน่าจะเป็นหลักสากล เพราะเหตุว่าอย่างในต่างถิ่น บางโอกาสการปรับปรุงแก้ไขเสริมเติมรัฐธรรมนูญในสาระสำคัญที่เกี่ยวพันกับสถาบันทางการเมืองก็สามารถทำมติมหาชนได้ ต่อให้แก้เพียงแค่บางมาตราก็ตาม
เมื่อได้อ่านคำแนะนำของพระราชกฤษฏีกาแล้ว ถ้าหากแก้ใหม่ทั้งหมดทั้งปวง ก็เห็นด้วยว่าควรจะทำมติมหาชน แม้กระนั้นกระบวนการทำมติมหาชนว่าจะแก้หรือเปล่าแก้นั้น ไม่มีความสำคัญพอๆกับ “แนวทางการทำมติมหาชนคราวหลังร่างเสร็จแล้ว” ก็ได้ เนื่องจากถึงที่สุด ถ้าเกิดประชากรไม่ต้องการจะปรับปรุงแก้ไข เขาก็ลงมติมหาชนว่า “ไม่เห็นพ้อง” แม้กระนั้นถ้าหากแก้รายมาตรา ไม่น่าจะมีปัญหา ยกเว้นเป็นการแก้ในหัวข้อการปรับแต่ง เปลี่ยนส่วนประกอบของสถาบันทางการเมือง
สิ่งที่พระราชกฤษฏีกาทำออกมาเป็นความมองเห็น มิได้ผูกพันว่ารัฐบาลควรต้องดำเนินงานตาม กล่าวอีกนัยหนึ่ง เรื่องขั้นตอนการไม่ใช่ปัญหา แม้กระนั้นสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ คำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญที่ 15-18/2556 มากยิ่งกว่า ที่ว่าด้วยเรื่อง สมาชิกวุฒิสภาควรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งปวงไหม ซึ่งข้อคิดเห็นนั้นอยู่ในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลผูกพันทุกหน่วยงาน แม้กระนั้นปัญหาก็คือในคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญที่ 15-18/2556 มี 2 ส่วนร่วมกันเป็น 1.สมาชิกวุฒิสภาน่าจะมาจากการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ไหม 2.กรรมวิธีสำหรับเพื่อการโหวตปรับแก้ข้อบังคับรัฐธรรมนูญ 2550 มีกรรมวิธีการที่คดโกงเล็กน้อย มีเรื่องมีราวการแทงบัตรแทนกัน ด้วยเหตุนั้น ก็เลยจำเป็นต้องมองทั้งคู่ส่วนว่าพวกเราจะดูด้านไหน
1.ถ้าเกิดคิดว่าในส่วนที่จะจำต้องผูกพันกับการที่ สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่สอดคล้องกับแนวทางถ่วงดุลอำนาจ ส่วนนี้ผมไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญว่าที่มาของ สมาชิกวุฒิสภาถ้าหากออกเสียงมาทั้งผอง 100 เปอร์เซ็นต์ จะขัดกับรัฐธรรมนูญที่ไหน หรือเป็นการได้มาของอำนาจนอกวิธีทางที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ที่ไหน เนื่องจากว่าถ้าหากสมมุติว่าพวกเราตั้งตัวเป็นเมืองเสรีระบบประชาธิปไตย การเลือกตั้งก็ไม่ใช่อะไรที่ไม่ถูก แม้กระนั้นเป็นขั้นตอนการหนึ่งด้วย
ด้วยเหตุนี้ ที่ว่าคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกหน่วยงาน แม้กระทั่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ยังผูกพันอยู่พระราชกฤษฏีกาก็จำเป็นต้องทำความเห็นตามคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกแล้ว เนื่องจากเป็นหน่วยงานของเมือง พอๆกับว่าพระราชกฤษฏีกา ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่ที่ข้อบังคับกำหนดไว้แล้ว แม้กระนั้นส่วนของความคิดเห็นศาลรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นพ้อง
ดังนี้ จะต้องกลับมามองรัฐธรรมนูญปี 2560 เหตุว่า กรรมวิธีปรับปรุงนั้นเช่นเดียวกับกระบวนการปรับปรุงแก้ไขของรัฐธรรมนูญ 2550 ไหม ซึ่งต่างกัน มีประโยชน์สำคัญที่แปรไป ด้วยเหตุผลดังกล่าว การที่จะเอาคำตัดสินนี้มาจับ บริบทจะมองแปรไป ทั้งยังในด้านความจริงแล้วก็เชิงข้อบังคับ
จำต้องไม่ลืมเลือนว่า รัฐธรรมนูญ 2550 สมาชิกวุฒิสภาครึ่งเดียวมาจากการเลือกตั้ง อีกครึ่งมาจากการค้นหา รัฐธรรมนูญฉบับเดี๋ยวนี้ สมาชิกวุฒิสภาทั้งผองมาจากการเลือกสรร 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเหตุนี้ บริบทในข้อกำหนดกฎหมายแตกต่างแล้ว ข้อสรุปก็ต่างกัน พวกเราก็เลยไม่อาจจะเอาคำตัดสินของรัฐธรรมนูญที่ตกลงใจระยะเวลานั้นมาผูกพันกับข้อบังคับ แล้วก็ความจริงที่แปรไปในเวลานี้ได้ ผมก็เลยไม่เห็นพ้อง
หรือถึงแม้ข้อพิสูจน์ไม่แปลง ข้อกฎหม

Related Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

© 2022 เศรษฐีชอบหวย - Theme by WPEnjoy · Powered by WordPress